ความหมายของเชาวน์ปัญญา | ประวัติความเป็นมาของการวัดเชาวน์ปัญญา | แบบทดสอบเชาวน์ปัญญา | แบบทดสอบสติปัญญา |

ความหมายของเชาวน์ปัญญา


เชาวน์ปัญญา หรือบางคนเรียกว่า สติปัญญา ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Intelligence เป็นสิ่งที่มีผู้กล่าวกันมาไม่น้อยกว่าสองพันปีแล้ว นักจิตวิทยาได้หันมาทำการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องเชาวน์ปัญญา เมื่อต้นศตวรรษที่ 20 แต่ก็ยังไม่สามารถหาข้อสรุปที่ชัดเจนลงตัวทีเดียวได้ นักจิตวิทยาแต่ละท่านที่ศึกษาเรื่องนี้ต่างก็มีความเห็นแตกต่างกันออกไป พร้อมกับได้ให้ความหมายของเชาวน์ปัญญาไว้หลายแง่มุม ดังนี้
สต๊อดดาร์ด (Stoddard) ได้ให้ความหมายของเชาวน์ปัญญาว่า เป็นความสามารถในการทำกิจกรรมที่มีลักษณะดังนี้


1. มีความยุ่งยาก
2. มีความซับซ้อน
3. เป็นนามธรรม
4. มีคุณค่าทางสังคม
5. อยู่ในชีวิตประจำวัน
6. มีความแปลกใหม่
7. ตัองใช้แรงจูงใจและความอดทนอย่างสูง
ก๊อดดาร์ด (Goddard) ได้ให้ควาหมายของเชาวน์ปัญญาที่คล้ายคลึงกับแนวคิดของสต๊อดดาร์ด

ดังนี้ เชาวน์ปัญญา หมายถึงความสามารถในการทำกิจกรรมต่าง ๆที่

1. ยาก

2. ซับซ้อน

3. เป็นนามธรรม

4. ประหยัดทางเศรษฐกิจ

5. มีการปรับปรุงให้บรรลุเป้าหมาย

6. ให้คุณค่าทางสังคม

7. มีการกระทำโดยคิดขึ้นเอง และสามารถรักษากิจกรรมนั้นได้ โดยใช้สมาธิ ความอดทน และความตั้งใจ

เทอร์แมน (Terman) กล่าวว่า เชาวน์ปัญญาหมายถึงความสามารถในการคิดแบบนามธรรมของแต่ละบุคคลได้ดีและรวดเร็ว

บิเนท์ ( Binet) ได้ให้ความหมายของเชาวน์ปัญญาไว้ว่า " เชาวน์ปัญญา " เป็นแนวโน้มในการใช้ความสามารถเพื่อให้เข้าใจสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ตามลักษณะเฉพาะของสิ่งนั้น ๆ แล้วนำความรู้ความเข้าใจที่ได้รับมาไปดัดแปลงและปรับปรุงเพื่อใช้เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาให้บรรลุผลตามวัตถุประสงค์ในโอกาสต่อไป

ประวัติความเป็นมาของการวัดเชาวน์ปัญญา


การทดลองที่ทำอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างบุคคลหรือเชาวน์ปัญญานั้น มีตั้งแต่ ค ค. ศ .1796 โดยนักดาราศาสตร์ที่เมืองกรีนวิซ ( Greenwich ) พบความแตกต่างด้านความเร็วในการตอบสนองต่อสิ่งเร้าทางสายตาของมนุษย์

อีกหลายสิบปีต่อมาคือในราว ค . ศ . 1838 นายแพทย์ชาวฝรั่งเศสชื่อ Esquirol ได้ใช้เครื่องมือวัดหลายอย่างซึ่งรวมไปถึงเครื่องมือวัดทางจิตวิทยาด้วย ทั้งนี้เพื่อดูความแตกต่างของความเป็นปัญญาอ่อนในมนุษย์ (จำแนกระดับความเสื่อมของสมอง) Esquirol พบว่า การใช้ภาษา (Language usage) เป็นตัวชี้บ่งที่สำคัญที่สุดในการบอกระดับของเชาวน์ปัญญา กระทั่งครึ่งศตวรรษต่อมา จึงพบว่าความสามารถในการใช้ภาษาเป็นสิ่งสำคัญในการวัดเชาวน์ปัญญาของมนุษย์จริงนักชีวิวทยาชาวอังกฤษ Sir Francis Galton เชื่อว่า ความฉลาดและบุคลิกภาพของมนุษย์เป็นเรื่องของพันธุกรรม เขาพยายามสร้างเครื่องมืดวัดความฉลาดหรือระดับเชาวน์ปัญญาของบุคคลขึ้น เพื่อสนับสนุนงานวิจัยด้านพันธุกรรมของมนุษย์ที่เขาสนใจ เกลตันได้ทำการวัดลักษณะของบุคคล ทั้งที่กี่ยวดองเป็นญาติและไม่เกี่ยวดองเป็นญาติ ทั้งนี้เพื่อดูความคล้ายคลึงและความแตกต่างกันระหว่างพ่อแม่กับลูก พี่กับน้อง ญาติลูกพี่ลูกน้อง และคู่ฝาแฝด เป็นต้นเกลตันได้ตั้งห้องปฏิบัติการด้านมนุษย์มิติ (Antropometric Laboratory) ขึ้น เพื่อศึกษาอย่างมีระบบถึงขนาดส่วนต่างๆในร่างกายของคน โดยใช้นักศึกษาในมหาวิทยาลัยเป็นกลุ่มตัวอย่าง และวัดลักษณะประจำตัวทางกายภาพ ทดสอบสายตา หู และความแตกต่างทางจิตวิทยาด้วยในระหว่างปี ค . ศ .1890 – 1896 James Mckeen Cattell ได้นำหลักสถิติของเกลตันไปใ ช ้ในสหรัฐอเมริกา เพื่อศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเชาวน์ปัญญาของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยโคลัมเบียแคทเทล ได้ทดสอบเชาวน์ปัญญาหรือความฉลาดของนักศึกษา โดยวัดความสามารถทางประสาทในด้านต่าง ๆเช่น ช่วงเวลา

แบบทดสอบเชาวน์ปัญญา


แบบทดสอบเชาวน์ปัญญาของบิเนต์ที่ได้รับการปรับปรุงแก้ไข และใช้กันอย่างแพร่หลายคือ ฉบับที L.M.Terman แห่ง Stanford University สหรัฐอเมริกา เป็นผู้อำนวยการปรับปรุงเรียกกันว่าแบบทดสอบเชาวน์ปัญญาสแตนฟอร์ด - บิเนต์ (Stanford-Binet Intelligence Test) นักจิตวิทยาได้ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับเชาวน์ปัญญา และได้จำแนกไว้เป็นหลายทฤษฏี
1. ทฤษฎีองค์ประกอบเดียว (Unique factor theory)
ทฤษฏีองค์ประกอบเดียวนี้ จัดว่าเป็นทฤษฏีแรกในเรื่องการวัดเชาวน์ปัญญาของมนุษย์ โดยเชื่อกันว่าเชาวน์ปัญญาของมนุษย์เรานั้นมีลักษณะเป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน จะแยกจากกันไม่ได้ ซึ่งเป็นลักษณะที่รวมความสามารถ และประสบการณ์ทั้งปวงเข้าไว้ด้วยกันซึ่งแบบทดสอบที่ใช้วัดเชาวน์ปัญญาในลักษณะนี้ ได้แก่ แบบทดสอบของ binet ที่ผลสรุปออกมาเป็นหน่วยเดียวคือ I.Q.
2. ทฤษฏีสององค์ประกอบ (Bifactor Theory หรือ Two factor theory)
2.1 ทฤษฎีเชาวน์ปัญญาทั่วไปของสเปียร์แมน
ทฤษฏีสององค์ประกอบนี้ เกิดจากแนวคิดของ Charles Spearman ซึ่งเป็นนักจิตวิทยาชาวอังกฤษ ทฤษฏีนี้เชื่อว่า เชาวน์ปัญญาของคนเรานั้นมี 2 องค์ประกอบ ด้วยกันคือ
• องค์ประกอบทั่วไป (General Factor)
• องค์ประกอบเฉพาะอย่าง (Specific Factor)
องค์ประกอบทั่วไป หมายถึง ความสามารถพื้นฐานทั่วไปที่มีอยู่ในมนุษย์ทุกคนเป็นองค์ประกอบร่วมที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทุกประเภท เช่น ปฏิภาณ ไหวพริบ การสังเกต ฯลฯ
องค์ประกอบเฉพาะอย่าง หมายถึง ความสามารถเฉพาะอย่างซึ่งเกิดขึ้นภายหลัง เป็นผลมาจาก การเรียนรู้ หรือประสบการณ์ เป็นองค์ประกอบที่ใช้เฉพาะในกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ เช่น ความสามารถทางด้านกีฬา ดนตรี ศิลปะ เป็นต้น
2.2 ทฤษฎีเชาวน์ปัญญาของแคทเทล
- Fluid Intelligence หมายถึง เชาวน์ปัญญาที่มีมาแต่เดิม เป็นส่วนที่อิสระจากการศึกษา และประสบการณ์ เป็นเชาวน์ปัญญาที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสภาวะทางร่างกาย
- Crystallized Intelligence หมายถึง เชาวน์ปัญญาที่เกิดขึ้นในภายหลัง เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมประสบการณ์ และการเรียนรู้
3. ทฤษฎีหลายองค์ประกอบ (Multiple factor theory) กลุ่มความคิดตามทฤษฏีนี้เชื่อว่า เชาวน์ปัญญาของมนุษย์ในแต่ละด้านแต่ละอย่างแตกต่างกันออกไป หรือเชาวน์ปัญญาของมนุษย์เรานั้นประกอบด้วยองค์ประกอบต่าง ๆ หลายด้าน เช่น ความสามารถในการคำนวณ การใช้ภาษา การคิดหาเหตุผล เป็นต้น ทุกคนมีความสามารถในแต่ละด้านแตกต่างกันออกไป ใครมีความสามารถทางด้านใดมากก็ถือว่ามีความถนัดทางด้านนั้นและ มีโอกาสที่จะประสบผลสำเร็จในด้านนั้นมากกว่า
3.1 ทฤษฎีของธอร์นไดค์
Thorndike นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน ซึ่งเชื่อว่าสติปัญญาเกิดจากความสามารถเฉพาะหลาย ๆ อย่าง มารวมกันเข้าด้วยกันคือ
1. Abstract Intelligence หมายถึง ความสามารถในการคิดเป็นนามธรรม สัญลักษณ์ต่าง ๆ วิเคราะห์สิ่งที่เป็นนามตามธรรมชาติ ศึกษาหาความรู้เรื่องราวต่าง ๆ เชาวน์ปัญญาชนิดนี้จำเป็นสำหรับการเรียนการสอน เป็นลักษณะของการใช้ความรู้และสติปัญญา
2. Mechanical Intelligence คือ ความสามารถด้านเครื่องจักรกล และการใช้มืออย่างคล่องแคล่ว เชาวน์ปัญญาชนิดนี้จำเป็นสำหรับการทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม การเย็บปักถักร้อย งานบ้าน งานครัว
3. Social Intelligence คือ ความสามารถในด้านการปรับตัวให้เข้ากับสังคม และดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างเหมาะสมและมีความสุข สามารถปรับอารมณ์และจิตใจให้เข้ากับผู้คน และสิ่งแวดล้อมได้โดยง่าย เชาวน์ปัญญาชนิดนี้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับมนุษย์ทุกคนในการดำเนินชีวิต
3.2 ทฤษฎีของเทอร์สโตน

Thurstone ซึ่งเป็นนักจิตวิทยาชาวอเมริกันเขาปฏิเสธความคิดที่ว่า เชาวน์ปัญญาประกอบด้วยความสามารถโดยทั่ว ๆ ไป แต่เขากล่าวว่า เชาวน์ปัญญาประกอบด้วย ความสามารถพื้นฐานที่ใช้สำหรับแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ทั่วไป ซึ่งประกอบด้วยพื้นฐานต่าง ๆ 7 ด้าน ด้วยกันคือ

1. V หมายถึง Verbal คือ ความสามารถทางด้านการใช้คำศัพท์ รูปคำประโยคต่าง ๆ

2. N หมายถึง Number คือ ความสามารถทางด้านตัวเลข การคิดคำนวณ

3. S หมายถึง Spatial คือ ความสามารถในด้านมิติสัมพันธ์ อนุกรม

4. W หมายถึง Word Fluency คือ ความคล่องในการใช้คำพูด

5. M หมายถึง Memory คือ ความสามารถทางด้านความจำ

6. R หมายถึง Reasoning คือ การรู้จักใช้เหตุผล

7. P หมายถึง Perceptual Speed คือ อัตราในการรับรู้ของตา หู

3.3 ทฤษฎีของกิลฟอร์ด ( Guilford , 1967)

เป็นแบบโครงสร้างของสติปัญญาอีกแบบหนึ่งที่กิลฟอร์ดอธิบายถึงความสามารถทางสมองของมนุษย์ในแง่มุมต่าง ๆ โดยจำลองออกมาเป็นหุ่นลูกบาศก์ของสติปัญญา ( model of intellectual ability) มีถึง 120 องค์ประกอบ และมีลักษณะเป็น 3 มิติ ดังนี้

1. มิติด้านเนื้อหา (Contents)

หมายถึง วัตถุหรือข้อมูลที่ใช้เป็นสื่อก่อให้เกิดความคิด ซึ่งมีหลายรูปแบบ เช่น อาจเป็นภาพ เสียง สัญลักษณ์ ภาษาและพฤติกรรม

2. มิติด้านปฏิบัติการ (Operations)

หมายถึง กระบวนการต่าง ๆ ที่บุคคลใช้ในความคิด ซึ่งได้แก่ การรับรู้และเข้าใจ (Cognition) การจำ การคิดแบบเอนกนัย การคิดแบบเอกนัย และการประเมินค่า

3. มิติด้านผลผลิต (Products)

หมายถึง ผลของความคิด ซึ่งอาจมีลักษณะเป็นหน่วย (Unit) เป็นกลุ่มหรือพวกของ สิ่งต่าง ๆ (Classes) เป็นความสัมพันธ์ (Relation ) เป็นระบบ ( System) เป็นการแปลงรูป (Transformation) การประยุกต์ (Implication) และการคาดคะเน การขยายข้อมูลออกไปในรูปการทำนายความสามารถทางความการคิดของบุคคล เป็นผลจากการผสมผสานมิติด้านเนื้อหา และด้านปฏิบัติการเข้าด้วยกัน

3.4 ทฤษฎีทางเชาวน์ปัญญาของการ์ดเนอร์

การ์ดเนอร์(1983) เชื่อว่าองค์ประกอบทางเชาวน์ปัญญาทั้งหมดมี 7 ประการ ซึ่งจะพบได้ในบุคคลแต่ละคนที่แตกต่างกัน ดังนี้
ชนิดของเชาวน์ปัญญา
ตัวอย่างของพฤติกรรมที่เกี่ยวข้อง
1. ทักษะทางภาษา สามารถใช้ภาษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Linguistic Intelligence)
มีความสามารถในการกล่าวจูงใจ

สามารถเขียนบทกวี

สามารถเข้าใจความแตกต่างของภาษาที่แตกต่างกันเพียงเล็กน้อย
2. ทักษะทางดนตรีสามารถสร้าง , เข้าใจ และชื่นชมทางดนตรี (Musical Intelligence)
เล่นดนตรีได้

แต่งเพลงได้

เข้าในโครงสร้างทางดนตรี
3. ทักษะทางเหตุผล - คณิตศาสตร์ สามารถใช้เหตุผลโดนเฉพาะอย่างยิ่งทาง คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ (Logical-Mathematical Intelligence)
แก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ได้รวดเร็ว

สามารถพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์

สามารถสร้างและทดสอบสมมุติฐาน
4. ทักษะทางมิติสัมพันธ์สามารถสังเกตรายละเอียดของสิ่งที่เป็นและมีจินตนาการปฏิบัติ เกี่ยวกับวัตถุที่เห็น (SPATIAL INTELLIGENCE)
สามารถสร้างภาพในความคิด

วาดภาพที่เหมือนจริงได้

แยกรายละเอียดที่เล็กน้อยของวัตถุ ที่มีความคล้ายคลึงกันได
5. ทักษะทางกายสามารถใช้ทักษะที่เกี่ยวข้องกับร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Bodily Kinesthetic Intelligence)
มีความสามารถในการเต้นรำ

มีความสามารถในการเล่นบาสเกตบอล
6. ทักษะในการเข้าใจตนเองสามารถตระหนักถึงความรู้สึกของตนเอง (Intrapersonal Intelligence)
แยกแยะความรู้สึกทางอารมณ์ตนเองได้

สร้างแรงจูงใจของตนเองได้

ใช้ความรู้เกี่ยวกับตนเองเพื่อสร้างความ สัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่น
7. ทักษะในการเข้าใจผู้อื่นสามารถสังเกตพฤติกรรมที่เป็นรายละเอียดของผู้อื่นได้ (Interpersonal Intelligence)
สามารถอ่านอารมณ์ของผู้อื่น

สามารถค้นหาความตั้งใจและความต้องการ ของผู้อื่น

ใช้ความรู้เกี่ยวกับผู้อื่นให้เป็นผลต่อความคิด และพฤติกรรมของเขา



แบบทดสอบสติปัญญา


1. แบบทดสอบสติปัญญาของบิเนต์
บิเนต์ (Alfred Binet) เป็นชาวฝรั่งเศส ได้รับยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งแบบทดสอบเชาวน์ปัญญา เขาไม่เห็นด้วยกับแบบทดสอบวัดการรับรู้ การจำแนกการรับรู้ทางประสาทสัมผัส หรือความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ บิเนต์ให้ความสนใจวัดเชาวน์ปัญญาด้วยสิ่งที่ยากกว่านั้น เช่น การให้เหตุผล ความเข้าใจ ความจำและจินตนาการ เป็นต้น
บิเนต์ได้รับแต่งตั้งจากรัฐบาลฝรั่งเศส ให้เป็นกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ตัวเขาและไซมอน (Theophile Simon) ได้ สร้างแบบทดสอบเชาวน์ปัญญาขึ้น เพื่อแยกเด็กปัญญาปกติออกจากเด็กปัญญาอ่อน และ ได้จัดพิมพ์ขึ้นเมื่อปี 1905 แบบทดสอบนี้เรียกว่า Binet – Simon Test แบบนี้มีอยู่ 30 ข้อ เรียงลำดับจากง่ายไปหายาก ตัวอย่างของแบบทดสอบได้แก่ การทดสอบการระลึกได้ถึงสิ่งของในภาพที่เคยได้ดูแล้ว การพูดตามคำบอก จำวัตถุต่าง ๆ ในรูปภาพ เป็นต้น ในปี ค . ศ . 1908 เขาได้ปรับปรุงแบบทดสอบดังกล่าวและจัดพิมพ์ขึ้นมาใหม่
ในปี ค . ศ .1911 เขาได้พิมพ์แบบทดสอบวัดเชาวน์ปัญญาขึ้นมาใหม่ ซึ่งถือว่าเป็นแบบทดสอบที่เชื่อถือได้ และมีมาตรฐานมากกว่าแบบทดสอบที่เขาได้จัดทำในครั้งก่อน ในครั้งนี้มีจำนวนข้อทั้งหมด 54 ข้อ
แบบทดสอบของบิเนต์ได้รับการปรับปรุงอีกครั้งโดย เทอร์แมน และจัดพิมพ์ขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1916 แบบทดสอบชุดนี้มีชื่อว่า “ The Stanford-Binet Test ” และปรับปรุงเพิ่มเติมในปี ค.ศ. 1937 ,1960 และ 1972 และมีจำนวนข้อถึง 90 ข้อ
ลักษณะของแบบทดสอบวัดเชาวน์ปัญญา ของ Stanford – Binet
แบบทดสอบวัดเชาวน์ปัญญาของ Stanford – Binet ที่ปรับปรุงครั้งล่าสุด เมื่อปี ค . ศ . 1960 นั้น ได้แบ่งปัญหาออกเป็นชุด ๆ ตามระดับอายุ โดยเริ่มจากชุดที่ใช้สำหรับเด็กอายุ 2 ปี ไปถึงวัยผู้ใหญ่ตอนปลาย (Superior Adult) สำหรับเด็กอายุระหว่าง 2 – 5 ปี นั้น ได้จัดแบบทดสอบเป็นชุด ในช่วงแต่ละ 6 เดือน เช่น แบบทดสอบสำหรับเด็ก อายุ 2 ? ปี , 3 ปี , 3 ? ปี , 4 ปี เรื่อยไปจนถึงเด็กอายุ 5 ปี สำหรับผู้ที่มีอายุระหว่าง 5 – 14 ปีนั้น ได้จัดเป็นชุดแบบทดสอบของแต่ละปี เช่น สำหรับเด็กอายุ 6 ปี , 7 ปี , 8 ปี ไปจนถึงอายุ 14 ปี แบบทดสอบสำหรับผู้ที่มีอายุเกิน 14 ปี จะมี 4 ชุด
แบบทดสอบในแต่ระดับอายุ ประกอบด้วยชุดปัญหาย่อย ๆ ระดับละ 6 อย่าง ยกเว้นในระดับผู้ใหญ่ ซึ่งในแต่ละชุดประกอบด้วย ข้อทดสอบย่อ 8 อย่าง ข้อปัญหาย่อยในแต่ละชุดนั้น มีความยากง่ายพอ ๆ กัน และในแต่ละชุดยังมีข้อปัญหาพิเศษ สำหรับใช้ทดสอบแทนเมื่อเกิดกรณีผิดพลาด ซึ่งเรียกว่า Alternate Test ซึ่งแบบทดสอบสำหรับใช้ทดแทนนี้ ก็มีความยากง่ายเท่ากับข้อปัญหาย่อยอื่น ๆ ในชุดนั้น
อุปกรณ์ที่ใช้เป็นชุดปัญหาของแบบทดสอบ Stanford – Binet นี้ บรรจุในกระเป๋าซึ่งมีตุ๊กตา ของเล่นต่าง ๆ ที่ใช้สำหรับเด็กเล็ก ๆ ชุดภาพต่าง ๆ แบบฟอร์มบันทึกผลการทดสอบและหนังสือคู่มือสำหรับแบบทดสอบ แบบทดสอบดังกล่าจะใช้วัดความสามารถทางด้านต่าง ๆ ตามลักษณะคำถามย่อยของแบบทดสอบ เช่น ในระดับอายุตอนต้น ๆ มีคำถามอยู่ 2 –3 ชนิด ที่ใช้วัดความสามารถในการทำงานด้วยมือ และการประสานระหว่างมือกับตา เช่น คำถามที่เป็น ฟอร์มบอร์ด (Form Board) ผู้รับการทดสอบจะต้องนำเอาชิ้นส่วนสามชิ้นใส่ลงไปในช่องที่เหมาะสมที่ทำไว้บนบอร์ด การก่อสร้างโดยใช้ไม้ลูกบาศก์สี่เหลี่ยม (Block Building) การร้อยลูกปัด นอกจากนี้ยังมีคำถามที่วัดความสามารถในการจำแนกสิ่งต่าง ๆ ที่มองเห็นได้ เช่น การเปรียบเทียบความยาวของแท่งไม้ การจับคู่รูปทรงเรขาคณิต ในระดับอายุตอนต้น ๆ นี้ มีคำถามหลายข้อที่เกี่ยวกับการใช้ความสามารถในการสังเกต และบอกรายละเอียดสิ่งของต่าง ๆ เช่น เด็กระดับอายุ 2 ปี คำถามจะให้ชี้ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย จากรูปตุ๊กตาเด็ก และมีของเล่นอื่น ๆ ที่ให้เด็กบอกว่า คืออะไร เช่น เตารีด เก้าอี้ บันได เป็นต้น นอกจากนี้ยังให้ผู้ถูกทดสอบ ต่อรูปภาพให้สมบูรณ์ หรือชี้ส่วนที่ขาดหายไปของรูปภาพ หรือบอกความเหมือนของสิ่งของสองสิ่ง ลักษณะของคำถามเช่นนี้จะใช้จนถึงระดับอายุสูง ๆ แต่เพิ่มความยากขึ้นตามลำดับ
สเติร์น (William Stern) นักจิตวิทยาชาวเยอรมัน ก็ได้เสนอแนะในปี ค . ศ . 1912 ว่า ความเหนือกว่าหรือด้อยกว่าด้านเชาวน์ปัญญาของเด็กจะคำนวณได้จากการหาอายุสมองด้วยอายุจริงของเขา สเติร์นเรียกผลที่ได้ ว่า “Intelligence Quotient” เรียกชื่อย่อว่า IQ ในภาษาไทยเรียกว่า เกณฑ์ภาคเชาวน์ ซึ่งกลายเป็นสิ่งที่แสดงความสามารถทางสมอง กล่าวโดยสรุปสูตรการคำนวณ IQ มีดังนี้
2. แบบทดสอบสติปัญญา ของเวคสเลอร์
เวคสเลอร์ (David Wechsler) ได้สร้างแบบทดสอบวัดเชาวน์ปัญญา สำหรับผู้ใหญ่ขึ้นในปี ค.ศ.1939 ชื่อว่า Wechsler – Bellevue Intelligence Scale ซึ่งประกอบด้วยมาตราวัด 2 มาตรา ได้แก่
2.1 มาตราวัดวัดทางภาษา (Verbal Scale) ประกอบด้วย ข้อสอบย่อย ๆ ที่ผู้ตอบจะต้องมีความสามารถทางภาษา เช่น วัดในด้านความรู้รอบตัว ความเข้าใจ คณิตศาสตร์ คำศัพท์ และอื่น ๆ
2.2 มาตราวัดทางการกระทำ (Performance Scale) ประกอบด้วยข้อสอบย่อยๆ ให้ผู้ตอบได้กระทำ โดยจัดเรียงเหตุการณ์จัดเรียงรูปบล็อก ประกอบรูปภาพที่ตัดออกจากัน ทั้ง 2 มาตรานี้จะใช้ใช้วัดผู้ทดสอบเพื่อให้คะแนนประกอบกัน
ในปี ค.ศ.1955 เขาได้ปรับปรุงแบบทดสอบขึ้นใหม่เรียกว่า Wechsler Adult Intelligence Scale-Revised (WAIS-R) และได้สร้างแบบทดสอบสำหรับวัดเชาวน์ปัญญาของเด็กขึ้นเรียกว่า Wechsler Intelligence Scale for Children-III (WISC-III) ซึ่งใช้วัดเด็กที่มีอายุระหว่าง 5 ถึง 15 ปี
มาตราวัดของเวคสเลอร์ มีความเหมาะสมที่จะวัด IQ ของผู้ใหญ่และบุคคลไม่มีการศึกษา หรือขาดความสามารถทางภาษา เพราะมีทั้ง 2 มาตราวัด คือ มาตราทางภาษาและมาตราทางกรกระทำ ซึ่งแบบทดสอบของสแตนฟอร์ด-บิเนต์ไม่ได้วัดทางด้านการกระทำทำให้แบบวัดของเวคสเลอร์เป็นที่นิยมกันมากในอเมริกาและได้มีผู้พยายามดัดแปลงให้เหมาะสมกับการวัดเชาวน์ปัญญาของคนไทย และถือได้ว่าเป็นแบบทดสอบเชาวน์ปัญญาแบบหนึ่งที่นำมาใช้กับคนไทยอย่างแพร่หลาย
แบบทดสอบเป็นรายบุคคล ที่นิยมใช้แพร่หลายมากที่สุด แบบทดสอบของเวคสเลอร์ (Wechsler) มีแบบทดสอบ 3 ชุด คือ
• Wechsler Adult Intelligence Scale (WAIS) สำหรับวัยผู้ใหญ่ อายุ 16-75 ปี
• Wechsler Intelligence Scale for Children (WISC) ใช้สำหรับเด็กอายุระหว่าง 5-15 ปี 11 เดือน
• Wechsler Preschool and Primary Scale of Intelligence (WPPSI) ทดสอบเด็กอายุ 4 ปี - 6 ปี 6 เดือน


แบบทดสอบทางด้านภาษา ( Verbal Test )
แบบทดสอบทางด้านปฏิบัติ ( Performance Test )
• ความรู้ทั่วไป จำนวน 29 ข้อ

• เหตุผลทางคณิตศาสตร์ จำนวน 14 ข้อ

• ความเข้าใจ จำนวน 14 ข้อ

• ความสามารถในการจำตัวเลขเรียงลำดับ และย้อนกลับ

• ความเหมือน มี 13 ข้อ

• คำศัพท์
• การเรียงภาพตามเหตุการณ์

• การต่อแท่งไม้ลูกบาศก์ให้เป็นรูปต่าง ๆ

• การต่อรูปให้สมบูรณ์

• การต่อภาพชิ้นส่วนให้เป็นภาพสมบูรณ์

• การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสัญญาลักษณ์และตัวเลข

||
ลักษณะของแบบทดสอบที่ดี
ลักษณะของแบบทดสอบที่ดีนั้น พิจารณาจากคะแนนที่ได้จากการทดสอบจะต้องเป็นที่ไว้ใจได้ สามารถนำไปใช้ตามจุดมุ่งหมายเชิงวิทยาศาสตร์ได้ ดังนั้นแบบทดสอบที่ดีจะต้องประกอบด้วย
1. มีความเชื่อถือได้ (Reliability)
2. มีความเที่ยงตรง (Validity)
คะแนนจากการทดสอบที่มีความเชื่อถือได้นั้น กล่าวคือจะต้องให้ผลเป็นที่ไว้ใจได้ (Dependable) จะวัดกี่ครั้งก็ได้ผลแบบเดิม และมีความคงที่ของผลการวัด (Consistency and Reproducible) ส่วนความเที่ยงตรงนั้น หมายถึง เมื่อทำการวัดแล้ว ผลที่ได้มาจะตรงตามสิ่งที่เราต้องการจะวัด
เกณฑ์ภาคเชาวน์ หมายถึง เกณฑ์การกำหนดระดับเชาวน์ปัญญาของมนุษย์ โดยเทอร์แมนเป็นคนแรกที่ทำการศึกษา ได้อธิบายไว้ดังนี้
ระดับเชาวน์ปัญญา
การจัดระดับเชาวน์ปัญญาเป็นเพียงการแสดงการเปรียบเทียบให้ทราบว่าบุคคลหนึ่ง มีความสามารถอยู่ในเกณฑ์เฉลี่ยสูงกว่าหรือต่ำกว่าระดับอายุ เมื่อเทียบกับบุคคลที่อยู่ในระดับอายุเดียวกัน ระดับเชาวน์ปัญญาได้จากคะแนนที่มาจากการทดสอบเชาวน์ปัญญาด้วยแบบทดสอบเชาวน์ปัญญา ซึ่งมีอยู่หลายชนิดเพื่อให้เลือกใช้ตามความเหมาะสมกับผู้รับการทดสอบ มีทั้งแบบทดสอบเพื่อดูความสามารถพิเศษอย่างใดอย่างหนึ่ง และความสามารถทั่วไปหลายๆ ด้านรวมกัน ผลการทดสอบอาจให้คะแนนเป็นตัวเลข เช่น ไอคิวหรือ คะแนนที่มีความหมายบอกระดับความสามารถ เช่น เกรด และอายุสมอง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวิธีคำนวณหาค่าที่แสดงถึงระดับเชาวน์ปัญญา ซึ่งแตกต่างกันไปในทางทดสอบแต่ละแบบ




1231774357.gif