ความหมายของบุคลิกภาพ | พัฒนาการทางบุคลิกภาพ | ทฤษฎีบุคลิกภาพ | ลักษณะของบุคลิกภาพที่ไม่พึงประสงค์

ความหมายของบุคลิกภาพ

บุคลิกภาพ มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก คือ “Persona” ซึ่งแปลว่า หน้ากาก เพราะการแสดงละครตามบทต่างๆ ของชาวกรีกโบราณ จะใช้หน้ากากสวมให้เหมาะสมกับตัวละคร สำหรับความหมายของบุคลอกภาพ มีผู้ให้ความหมายหลายท่าน ทั้งนักการศึกษาไทยและต่างประเทศ นักการศึกษาไทย เช่น
กมลรัตน์ หล้าสุวงษ์ ให้ความหมายว่า บุคลิกภาพเป็นลักษณะท่าทางที่แสดงออกของแต่ละบุคคล รวมทั้งการใช้ภาษาหรือคำพูด เช่น การ
เจรจาโต้ตอบ การแสดงความคิดเห็น การใช้อากัปกิริยาแทนคำพูด


ประดินันท์ อุปรมัย กล่าวว่า หมายถึง ลักษณะโครงสร้างร่างกายและพฤติกรรมต่างๆของบุคคลที่ปรากฏให้เห็นได้ และลักษณะหรือจัดระบบภายในตัวบุคคล ซึ่งมีอิทธิพลต่อลักษณะและพฤติกรรมที่ปรากฏนั้น

ลักขณา สริวัฒน์ ได้ให้ความหมายไว้ว่า หมายถึง ลักษณะเฉพาะของเอกัตบุคคล ซึ่งไม่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นลักษณะภายนอก เช่น รูปร่างหน้าตา ลักษณะท่าทาง หรือลักษณะภายใน เช่น สติปัญญา ความคิด หรืออุปนิสัยใจคอ

สายสุรี จุติกุล ให้ความหมายเป็น 2 นัย ความหมายแรก คือ ส่วนต่างๆของบุคคลที่รวมกันแล้วทำให้บุคคลนั้นแตกต่างไปจากบุคคลอื่นๆ ส่วนต่างๆ เหล่านั้น ได้แก่ อุปนิสัย (Character) นิสัยใจคอ (Temperament) ความสนใจ (Interest) ทัศนคติ (Attitude) วิธีการปรับตัว (Adjustment) และโครงสร้างทางร่างกาย (Physical Constitution) ซึ่งส่วนต่างๆเหล่านี้จัดเป็นลักษณะ (Characteristic) ที่สำคัญของแต่ละบุคคล และความหมายอีกประการหนึ่งของบุคลิกภาพ คือ ตัวเราทั้งตัวหรืออัตตะ (Self) ที่แสดงพฤติกรรมต่างๆลักษณะโครงสร้างร่างกายและพฤติกรรมต่างๆ ของบุคคลที่ปรากฏให้เห็นได้ และลักษณะหรือจัดระบบภายในตัวบุคคลซึ่งมีอิทธิพลต่อลักษณะและพฤติกรรมที่ปรากฏนั้น

กระทรวงศึกษาธิการ ได้ให้ความหมาย ไว้ว่า หมายถึง ลักษณะเฉพาะตัวของแต่ละคนที่ทำให้เรามีความแตกต่างจากคนอื่น สำหรับนักจิตวิทยาชาวต่างประเทศที่ให้ความหมายของบุคลิกภาพ เช่น

กิลด์ฟอร์ด (Guilford) ได้ให้คำจำกัดความของบุคลิกภาพไว้ว่า บุคลิกภาพ คือแบบแผนที่เป็นเอกลักษณะ (Unique) ที่ประกอบกันขึ้นมาของบุคคล ในความหมายนี้เขาได้เน้นถึงแบบแผนที่เป็นเอกลักษณ์ ที่มนุษย์ทุกคนมีและไม่เหมือนใคร เด็กที่เกิดมาทุกคนแม้จะเป็นพี่น้องท้องเดียวกันก็ตาม จะมีบุคลิกภาพที่ไม่ซ้ำแบบกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องนิสัยใจคอ ทัศนคติ ความสนใจพฤติกรรม กล่าวโดยสรุป กิลด์ฟอร์ด เน้นว่าบุคลิกภาพกำเนิดจากความแตกต่างระหว่างบุคคล

คะเทล (Cattell) ได้ให้ความหมายว่า บุคลิกภาพ คือ สิ่งที่ช่วยให้สามารถทำทายได้ว่า บุคคลควรจะทำอะไรในสถานการณ์ที่กำหนดให้ และบุคลิกภาพจะเกี่ยวข้องกบพฤติกรรมทุกชนิดทั้งพฤติกรรมภายนอกและพฤติกรรมภายใน

สกินเนอร์ (Skiner) ให้ความหมายว่า ผลรวมทั้งหมดของพฤติกรรมของบุคคลนั้น

ออล์พอร์ท (Allport) ได้กล่าวถึงบุคลิกภาพว่า บุคลิกภาพ คือ กระบวนการสร้างหรือการจัดส่วนประกอบของแต่ละคนทั้งภายในและภายนอก (จิตในและร่างกาย) และบุคลิกภาพนี้ จะทำหน้าที่เป็นเครื่องกำหนดตัดสินลักษณะพฤติกรรมและความนึกคิดของคนคนนั้น จะเห็นในความหมายของออล์พอร์ทนั้น เน้นความสัมพันธ์ร่วมระหว่างร่างกายและจิตใจอย่างมีระบบที่เกี่ยวข้องกัน และไม่ขัดแย้งกัน เพราะเหตุว่าต่างก็เป็นส่วนประกอบของกันและกัน เมื่อผสมผสานเป็นบุคลิกภาพแล้ว ระบบเหล่านั้นจะมีการเคลื่อนไหวอยู่เสมอ ออล์พอร์ท ได้ใช้คำว่า Dynamic Organization ซึ่งหมาความว่า เป็นระบบการทำงานที่มีความสัมพันธ์กัน คือในการศึกษาบุคลิกภาพนั้น เขาเน้นทั้งด้านร่างกายและจิตใจ เพราะเห็นถึงความสัมพันธ์ที่แยกจากกันไม่ออกทั้งสองระบบ จิตใจจะมีอิทธิพลต่อความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย และในทำนอง การเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายจะมีต่อความเปลี่ยนแปลงทางจิตใจด้วยเช่นกัน และเมื่อร่างกายและจิตใจต่างก็ไม่หยุดนิ่ง ร่างกายมีการผันแปรตลอดไป จิตใจก็มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จะทำให้ระบบเหล่านี้มีการเคลื่อนไหวอยู่เสมอ ซึ่งผลก็คือ บุคลิกภาพก็จะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตามไปด้วย เช่น คนที่มีลักษณะเฉื่อยชาไม่ค่อยสนใจทำงานที่ได้รับมอบหมาย เมื่อได้อยู่ร่วมทำงานกับคนที่ว่องไว และรับผิดชอบในการทำงาน ก็จะเกิดการปรับตัวตาม เพราะได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมเช่นนั้น จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะด้วยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม จนกลายเป็นคนทีความรับผิดชอบได้

ไอเซงค์ (Eysenck) กล่าวว่า บุคลิกภาพ คือ การกระทำทั้งหมดหรือพฤติกรรมทั้งหมดของคนและบุคลิกภาพถูกกำหนดขึ้นจากพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมจากความหมายหรือคำจำกัดความจากนักการศึกษาหรือนักจิตวิทยาหลายท่านที่ได้กล่าวมานั้น แม้ว่าจะเน้นไปคนละแง่มุมก็ตาม แต่ทั้งหมดก็มีลักษณะร่วมกัน คือ พยายามที่จะศึกษาอธิบายและทำนายพฤติกรรมมนุษย์ในการกระทำดังกล่าว ซึ่งจะเห็นว่า นักจิตวิทยาได้ค้นคว้า วิจัยและสร้างทฤษฎี หาวิธีที่จะทำให้เข้าใจถึงพฤติกรรมของบุคคลที่เป็นเอกลักษณ์ให้มากที่สุด และพอจะสรุปแล้วบุคลิกภาพ คือ คุณสมบัติส่วนรวมทั้งหมดของบุคคลทั้งที่มองเห็นจากภายนอกได้แก่ รูปร่างหน้าตา กิริยาท่าทางต่างๆ และที่มองไม่เห็น เช่น ความรู้สึกนึกคิด ทัศนคติ

พัฒนาการทางบุคลิกภาพ


นักพฤติกรรมนิยมเน้นบทบาทของการเรียนรู้ในการพัฒนาบุคลิกภาพ ซึ่งมีปัจจัยที่สำคัญในการพัฒนาบุคลิกภาพดังต่อไปนี้

1. ศักยภาพที่มีมาแต่กำเนิด (Inborn Potentialities) นับว่าเป็นสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ซึ่งอาจจะเป็นผลของพันธุกรรมหรืออิทธิพลต่างๆ ที่มีต่อทารกก่อนคลอด และสิ่งเหล่านี้มีความแตกต่างเบื้องต้นของมนุษย์ที่จะเป็นเงื่อนไขกำหนดทิศทาง และขอบเขตในการพัฒนาบุคลิกภาพในระดับหนึ่ง เช่น รูปทรง ลักษณะหน้าตา ระบบประสาท ความสมบูรณ์หรือพิการของร่างกาย ลักษณะอามรณ์ เป็นต้น ส่วนจะพัฒนาไปอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ อีกหลายอย่าง ทารกบางคนเกิดมาแข็งแรง มีระบบประสาทที่ว่องไว ในขณะที่ทารกบางคนอ่อนแอขี้โรค มีระบบประสาทเชื่องช้า จะเห็นว่าทารกแรกอาจจะพัฒนาบุคลิกภาพขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพสมบูรณ์ อาจเป็นนักกีฬา และเขาจะมีความเชื่อมั่นในตัวเอง ส่วนคนหลังอาจจะพัฒนาไปในอีกทางหนึ่ง เช่น อาจเป็นคนที่ต้องพึ่งคนอื่นตลอดเวลา หรืออาจหันไปเอาดีทางเขียนหนังสือ เล่นดนตรี แต่หากทารกที่เกิดมาปัญญาอ่อนย่อมไม่สามารถพัฒนาบุคลิกภาพแบบปกติเหมือนคนอื่นๆ ทั่วไปได้ การที่เด็กเป็นใบ้พูดไม่ได้ก็ย่อมกระทบกระเทือนต่อการพัฒนาบุคลิกภาพได้เหมือนกัน แต่ในทางกลับกัน หากเด็กที่พิการมีความสามารถเท่าหรือมากกว่าเด็กปกติก็ย่อมมีบุคลิกภาพที่ดีได้ เช่น เด็กที่ไม่มีแขนไม่มีขา แต่สามารถใช้เท้าทำงาน หรือเขียนหนังสือแทนมือได้ สามารถช่วยตัวเองได้ ก็จะได้รับการยกย่องชมเชยจากสังคมว่าเป็นคนที่มีความสามารถพิเศษ ซึ่งในเด็กธรรมไม่สามารถทำได้ มีตัวอย่างบุคลิกภาพมากมายหลายคน ที่มีชื่อเสียงในเรื่องความสามารถทั้งคนไทยและต่างประเทศในยุคปัจจุบัน

2. สิ่งแวดล้อมและการเรียนรู้ ในช่วงพัฒนาการของทารก ทารกมีประสบการณ์ต่างๆกับสังคม และได้รับสิ่งเร้าที่มากระทบมากมาย ทารกก็ต้องเรียนรู้ที่จะจัดการกับสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ โดยจะต้องรู้ว่า เขาต้องมีบทบาทอะไรบ้างสำหรับฐานะต่างๆ ของเขาในสังคม และเขาต้องเรียนรู้ที่จะแสดงบทบาทของเขาได้อย่างเหมาะสม การเรียนรู้จากสิ่งเร้าและประสบการณ์ต่างๆ ในสิ่งแวดล้อมย่อมเป็นส่วนสำคัญในการหล่อหลอมบุคลิกภาพของบุคคลว่าเขาจะเป็นคนอย่างไร เขาแสดงพฤติกรรมและมีวิธีปรับตัวอย่างไร เด็กที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี อยู่ในสภาวะบ้านแตกสาแหรกขาด ประสบกับความอดอยาก ได้ยินแต่เสียงด่าทอทะเลาะเบาะแว้ง พบเห็นแต่ความสกปรกรกรุงรังอยู่ตลอกเวลา ก็ย่อมจะพัฒนาบุคลิกภาพไปในทางที่แตกต่างกับเด็กที่อยู่ในครอบครัวที่อบอุ่น ได้รับความรักความห่วงใยจากครอบครัวอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเด็กกลุ่มนี้ย่อมมีบุคลิกภาพที่ดีกว่า และประสบความสำเร็จในชีวิตที่ดี มีประสบการณ์ที่ดีจนบางคนนำไปยึดเป็นแบบอย่างชีวิตได้ ประสบการณ์แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่

2.1 ประสบการณ์ร่วมทางวัฒนธรรม หมายถึง ประสบการณ์ที่บุคคลได้รับเหมือนกันหรือในทำนองเดียวกัน อันเป็นผลจากการที่อยู่ในสังคมเดียวกัน ได้แก่ ขนบธรรมเนียมประเพณี ค่านิยม ความเชื่อ ทัศนคติ คำสั่งสอนต่างๆ ของสังคม ตลอดเวลาที่เราเจริญเติบโต เราจะศึกษาและประพฤติตนตามวิถีทางของสังคมที่เห็นว่าถูกต้อง หรือ คาดหวังกับเราโดยที่เราไม่ต้องหาเหตุผล หรือสงสัยในความถูกต้อง และไม่นึกว่าตนในวัฒนธรรมอื่นอาจจะไม่เห็นด้วย เช่น ประเพณีการไหว้ ความเกรงใจ เป็นต้น บุคคลที่เจริญเติบโตในสังคมต่างกันก็ย่อมมรแผนโครงสร้างหรือแง่มุมของบุคลิกภาพที่แตกต่างกันออกไป เพราะค่านิยมและวิถีการดำเนินชีวิตต่างกัน อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่า คนที่อยู่ในวัฒนธรรมเดียวกันจะต้องมีบุคลิกภาพที่เหมือนกัน เพราะการถ่ายทอดทางวัฒนธรรมโดยตัวแทนของสังคมต่างๆ เช่น พ่อแม่ครู อาจารย์ เพื่อน อาจไม่เป็นรูปแบบเดียวกันหรือมีความสามารถในการถ่ายทอดเหมือนกันโดยแท้จริง และในแต่ละสังคมใหญ่ก็จะมีสังคมย่อยๆ อีกมากมาย เช่น สังคมของผู้ร่วมอาชีพเดียวกัน สังคมชาวพุทธ สังคมของผู้หญิง เป็นต้น สังคมย่อยเหล่านี้ ก็จะมีวัฒนธรรมของตนเองมาหล่อหลอมบุคคลที่เป็นสมาชิกด้วย

2.2 การประสบการณ์เฉพาะ เป็นประสบการณ์ที่แต่ละบุคคลได้รับในช่วงของเขา โดยที่คนอื่นอาจไม่มีและย่อมเกี่ยวข้องพัวพันอยู่กับบุคคลที่เราสัมพันธ์ด้วยอย่างใกล้ชิด เด็กที่มีพ่อแม่เข้มงวดมากใช้วิธีการปกครองแบบเผด็จการ ซึ่งมักจะใช้วิธีการลงโทษอย่างรุนแรง เช่น เฆี่ยนตี ไม่ฟังเหตุผล ย่อมมีประสบการณ์ส่วนตัวที่แตกต่างจากเด็กที่พ่อแม่ใจดี มีเหตุผลในการอนุญาตในการทำกิจกรรมต่างๆ ที่เหมาะสมตามความสามารถ ให้รางวัลเมื่อถูก และทำโทษเมื่อผิดเด็กคนแรกอาจจะเกิดการมองโลกในแง่ร้าย ไม่ไว้ใจในสังคม จนเกิดพฤติกรรมที่ต่อต้านสังคม ส่วนเด็กคนหลังอาจจะเติบโตขึ้นมาอย่างมีความเชื่อมั่นในตนเอง มองโลกในแง่ดี รู้อะไรควรไม่ควร สำหรับประสบการณ์เฉพาะจะครอบคลุมไปถึงประสบการณ์ร้างแรง เช่น ความผิดหวังที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ การที่คนรักสิ้นชีวิต หรือความเจ็บป่วยอย่างหนัก ความคับแค้นใจอันเนื่องมาจากอยุติธรรมของสังคม สิ่งเหล่านี้ย่อมมีอิทธิพลต่อพัฒนาการของบุคลิกภาพทั้งสิ้น

ทฤษฎีบุคลิกภาพ


การจัดแบ่งประเภทของทฤษฎีบุคลิกภาพมีหลายแบบ ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ของการจัดอาจรวมเอาทฤษฎีที่มีแนวคิดคล้ายคลึงกันมาอยู่ในกลุ่มเดียวกัน ดังต่อไปนี้

1. ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sidmund Freud’s Psychoanalytic Theory) ทฤษฎีของฟรอยด์ จะเน้นเรื่องจิตไร้สำนึกว่าเป็นแรงขับที่สำคัญในการพัฒนาบุคลิกภาพของบุคคล ซึ่งจะได้กล่าวในรายละเอียดในลำดับต่อไป
ประวัติของซิกมันด์ ฟรอยด์ (ค.ศ. 1856 – 1939) ฟรอยด์ เป็นชนชาติยิว ในช่วงวัยเยาว์นั้น เขาอาศัยอยู่ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ในปี ค.ศ. 1881 ได้เรียนสำเร็จแพทย์จากมหาวิทยาลัยของเวียนนา ได้ศึกษาค้นคว้าวิจัยและเขียนผลงานเกี่ยวกับประสาทวิทยา ในที่สุดเขาก็ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญทางการรักษาเกี่ยวกับความผิดปกติของระบบประสาท เขาได้ศึกษาและฝึกงานกับจิตแพทย์ชาวฝรั่งเศส ชื่อ เจ. เอ็ม. ชาร์คอต (J.M. Charcot) ในการรักษาคนไข้ฮิสทีเรีย (Hysteria) ในปี ค.ศ. 1894 ฟรอยด์ ได้ประกาศแนวคิดของเขาว่า การรักษาคนไข้โรคประสาทไม่ควรใช้วิธีการสะกดจิตวิธีเดียว น่าจะใช้วิธีเชื่อมโยงอย่างอิสระ (Free Association) โดยให้คนไข้พูดทุกสิ่งทุกอย่างที่คนไข้คิดออกในขณะนั้นให้มากที่สุด แล้วนำเอามาวิจัยหาสาเหตุที่คนไข้เก็บกด เขาได้ศึกษาเรื่องของจิตวิเคราะห์อยู่นานถึง 10 ปี และในปี ค.ศ. 1908 มีการประชุมจิตแพทย์ขึ้นเป็นครั้งแรก เรียกว่า International Congress of Psychoanalysis
ในปี ค.ศ. 1918 ฟรอยด์ ได้ย้ายไปอยู่ที่ประเทศอังกฤษ และได้เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 23 กันยายน ค.ศ. 1939 รวมอายุได้ 83 ปีเศษ สำหรับหนังสือของฟรอยด์ที่เขียนไว้มีหลายเล่ม เช่น
  1. My Interpretation of Dream
  2. On The Psychical Mechanism of Historical Phenomena
  3. Three Essays on Sexuality
  4. Beyond the Pleasure Principle
ฟรอยด์มีความเชื่อว่ามนุษย์มีสัญชาตญาณ (Instinct) 2 อย่างติดตัวมาแต่กำหนด ซึ่งได้แก่
1. สัญชาตญาณในการดำรงชีวิต (Life Instinct) คือ สัญชาตญาณในการตอบสนองความต้องการของร่างกาย เช่น ความต้องการอาหารเพื่อบำบัดความหิว ความต้องการทางเพศเพื่อดำรงชาติพันธุ์
2. สัญชาตญาณแห่งความตาย (Death Instinct) คือ สัญชาตญาณในการดับสังขารและถึงความตายในที่สุด เช่น กลวิธานการป้องกันตนเอง ได้แก่ การถอยกลับสู่ความเป็นเด็ก (Regression) การกระทำซ้ำซาก (Repetition) นั่นคือ สัญชาตญาณแห่งความตายสัญชาตญาณทั้ง 2 อย่าง ฟรอยด์ ได้กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับหลักแห่งความพอใจ (Principle of Pleasure) เพราะมนุษย์ทุกคนต้องการความสุขกายสบายใจ โดยคำนึงถึงสภาวะความเป็นจริง ซึ่งบางอย่างบุคคลไม่สามารถแสดงออกต้องสะกดกลั้นไว้ จึงทำให้เกิดความขัดแย้งในใจ และก่อให้มีพฤติกรรมในลักษณะดังกล่าว
3.กระบวนการทำงานตามธรรมชาติของจิตมนุษย์ ฟรอยด์ แบ่งกระบวนการทำงานตามธรรมชาติของจิตมนุษย์ไว้ 3 ระดับ โดยการเปรียบจิตเสมือนภูเขาน้ำแข็งลอนน้ำ ซึ่งจะปรากฏลักษณะภูเขาน้ำแข็ง 3 ส่วน ดังนี้
1. จิตสำนึก (The Conscious Mind) เปรียบเสมือนภูเขาน้ำแข็งส่วนที่อยู่เหนือน้ำเป็นที่รวมแห่งความรู้สึก สติสัมปชัญญะ ซึ่งบุคคลสามารถรู้ตังโดยตระหนักในการกระทำต่างๆของตน หรือกรทำโดยรู้สึกตัวและมีสติ
2. จิตใต้สำนึก (The Unconscious Mind) เปรียบเสมือนภูเขาน้ำแข็งส่วนที่อยู่ใต้ผิวน้ำอันเป็นที่รวมของกระบวนการความคิด ความรู้สึก ความจำ ความต้องการ เรื่องราวต่างๆ ที่สะสมไว้ในจิตไร้สำนึก พฤติกรรมหรือการแสดงออกมาจะเป็นการกระทำโดยไม่รู้สึกตัว
3. จิตใต้สำนึก (The Subconscious Mind) เปรียบเสมือนภูเขาน้ำแข็งส่วนที่อยู่ระดับผิวน้ำระหว่างปลายเขตของจิตสำนึกต่อกับจิตไร้สำนึก ประสบการณ์ต่างๆ ที่สะสมไว้ในจิตใต้สำนึกนั้น ถ้าอยู่ในสภาวะที่เหมาะสมก็จะปรากฏในจิตสำนึก
4. โครงสร้างของบุคลิกภาพ ฟรอยด์ กล่าวว่า พฤติกรรมของบุคคลจะแสดงออกมาเช่นใด ลักษณะใดนั้นขึ้นอยู่กับโครงสร้าง 3 ส่วนของจิต คือ
1.อิด (Id) เป็นส่วนของบุคลิกภาพที่ติดตัวมากำเนิด อิดเป็นระยะแรกเริ่มของบุคลิกภาพที่ประกอบด้วยความต้องการพื้นฐานของชีววิทยา 2 ประการ คือ ความต้องการทางเพศหรือความต้องการดำรงพันธุ์ และความต้องการก้าวร้าว ซึ่งความต้องการนี้เป็นพลังที่ไม่ได้ขัดเกลา ไม่รับรู้กฎระเบียบของสังคม แต่จะสนองความต้องการของตนตามหลักการที่แสดงถึงความพึงพอใจ (The Pleasure Principle) โดยไม่คำนึงเหตุผล ขาดการควบคุมหรือยั้งคิด การแสดงออกของความต้องการที่ไม่ได้ขัดเกลานี้ทำให้มนุษย์ มีพฤติกรรมหรือการะกระทำที่ขาดความยั้งคิด ขาดสติ
2.อีโก้ (Ego) เป็นส่วนของบุคลิกภาพที่พัฒนาเพิ่มเติมต่อจากอิด หน้าที่ของอีโก้ คือ ทำหน้าที่เรียนรู้ รับรู้ด้วยเหตุและผล เป็นกลไกลสำคัญในการควบคุมแรงขับจากสัญชาตญาณทำหน้าที่ยับยั้งอิด นอกจากนี้ยังเปลี่ยนรูปแบบการแสดงออกของพฤติกรรมให้เหมาะสม ที่เรียกว่ากลวิธานป้องกันตน (Defense Mechanism) หรืออาจกล่าวได้ว่า อีโก้คอยควบคุมการแสดงออกของอิดให้เหมาะสม สอดคล้องกับความเป็นจริงที่สังคมยอมรับ
3.ซูเปอร์อีโก้ (Superego) เป็นส่วนของบุคลิกภาพที่พัฒนาขึ้นจากการที่อีโก้ได้มีประสบการณ์กับสภาพความเป็นจริงในชีวิต และอยู่ในส่วนของจิตสำนึก เป็นพลังจิตฝ่ายสูงทำหน้าที่ควบคุมพฤติกรรม การกระทำของบุคคล เปรียบเสมือนคุณธรรม จรรยาบรรณ มโนธรรม ที่คอยดูแลพฤติกรรม หรือการกระทำว่าสิ่งใดผิดสิ่งใดถูก ควบคุมการแสดงพฤติกรรมของบุคคลโดยยึดหลักค่านิยมของสังคม (Value Principle) เพื่อตัดสินว่าสิ่งใดเป็นสิ่งที่ดีในสังคม ซึ่งซูเปอร์อีโก้ของแต่ลุบุคคลจะเป็นอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับการได้รับการอบรมเลี้ยงดู
โครงสร้างของจิตทั้ง 3 ส่วนนี้จะทำงานประสานกัน บุคคลที่มีสุขภาพจิตดี คือ บุคคลที่อิด อีโก้ และซูเปอร์อีโก้ ทำงานประสานกันได้ดี หากทั้ง 3 ส่วนดังกล่าวขาดความสมดุลกันหรือเกิดความขัดแย้งกันย่อมเป็นสาเหตุให้บุคคลนั้นมีความบกพร่องทางอารมณ์ เกิดความไม่สบายใจ อันจะนำไปสู่ความเครียด ความวิตกกังวล ทำให้มีพัฒนาการทางอารมณ์ไม่เหมาะ ถ้าอิดมีอำนาจหรือพลังมากเกินไปจะก่อให้เกิดพฤติกรรม หรือการกระทำที่ขาดความยั้งคิดหรือขาดสติ ถ้าอีโก้ครอบคลุมพลังของอิดบุคคลก็ขาดชีวิตชีวา และซูเปอร์อีโก้มีอำนาจมากเกินไปบุคคลนั้นจะกลายเป็นบุคคลที่สมบูรณ์แบบตามที่สังคมยอมรับ แต่จะขาดความสุข เพราะมีแต่ความเคร่งครัดและเคร่งเครียด
5. การพัฒนาบุคลิกภาพฟรอยด์ เน้นพัฒนาการของบุคลิกภาพในระยะต้นของชีวิตว่า บุคลิกภาพจะเริ่มก่อตัวในระยะปลายปีที่ 5 เขาสรุปว่า การพัฒนาบุคลิกภาพมี 5 ขั้น แต่ละขั้นก็จะทำให้อินทรีย์เกิดความพอใจตามอวัยวะส่วนต่างๆดังนี้
ขั้นที่ 1 ขั้นปาก (Oral Stage) นับตั้งแต่แรกเกิดจนถึงขวบแรกของชีวิต ความสุขของทารกจะอยู่ที่การได้ดูดนมมารดา หากได้รับการตอบสนองมากเกินไปหรือน้อยเกินไปจะทำให้เกิดการตรึงแน่นของพฤติกรรม (Fixation) เช่น ชอบดูดนิ้ว ดูดปากกา ดินสอ กัดเล็บ มาก ปากจัด เป็นต้น บุคลิกภาพยอมตาม คอยพึ่งพาอาศัยบุคคลอื่น ไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง ไม่มีความมั่นใจในตัวเอง มักจะมองโลกในแง่ดีหรือร้ายเกินไป
ขั้นที่ 2 ขั้นทวารหนัก (Anal Stage) อยู่ในระยะ 2-3 ขวบ ความสุขที่ได้รับจากทางปากจะเปลี่ยนมาเป็นบริเวณขับถ่าย เด็กเริ่มพัฒนาความพร้อมทางกล้ามเนื้อขับถ่ายให้แข็งแรงขึ้น ควรมีการผ่อนปรนบ้าง ถ้ามีการเข้มงวดกวดขันมากหรอน้อยเกินไปอาจก่อให้เกิดความวิตกกังวล จะมีปฏิกิริยาที่ต่อต้าน หรือขัดขืน ดื้อดึง ตระหนี่ถี่เหนียว หรือมีบุคลิกภาพแบบเผด็จการต้องการมีอำนาจมาก ใจแคบ มีอคติ
ขั้นที่ 3 ขั้นอวัยวะเพศ (Phallic Stage) อยู่ในระยะ 3-6 ขวบ ความสุขจะเลื่อนจากอวัยวะขับถ่ายมาเป็นอวัยวะเพศ เด็กต้องการความใกล้ชิดจากพ่อและแม่ เพื่อเป็นแบบในการปรับตัวในช่วงนี้เด็กจะเกิดความสับสน เพราะทั้งเด็กหญิงและเด็กชายจะเริ่มสนใจอวัยวะเพศของตัวเอง มีความอยากรู้อยากเห็นเรื่องความแตกต่างทางเพศด้านกายวิภาค
6.ทฤษฎีบุคลิกภาพของคาร์ล กุสตาฟ จุง (Carl Gustav Jung’s PersonalityTheor)
ประวัติของคาร์ล กุสตาฟ จุง (Carl Gustav Jung. 1875-1961) จุง กิดเมื่อวันที่ 26 กรกฏาคม ค.ศ. 1875 ที่เมือง Kesswyl ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และได้ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 6 มิถุนายา 1961 เขาสำเร็จพทย์จากมหาวิทยาลัยบา
เซิล (University of Basel) จุงมีความเชื่อในเรื่องของจิตไร้สำนึกซึ่งสะสมมาแต่อดีต (Collective Unconscious) หรือประสบการณ์ในจิตไร้สำนึก (Personal Unconscious และจุงยังเสนอบุคลิกภาพ 2 แบบ คือ แบบเปิดตัว (Extraversion) และแบบเก็บตัว (Introversion) พร้อมกับแง่คิดในเรื่องรูปลักษณ์ (Archetype) ปม (Complex) และสัญลักษณ์ (Symbol) ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 จุงรับราชการเป็นแพทย์ของกองทัพบก ต่อมาใน
ปี ค.ศ. 1933,1936 – 1940 ได้รับแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยที่ซูริกและบาเซิล เขาได้รับเชิญเป็นองค์ปาฐกตามมหาวิทยาลัยต่างๆ นอกจากเป็นนักจิตวิทยาแล้วจุงยังได้รับการยกย่องว่าเป็นนักการศึกษาด้วย เขาได้เขียนหนังสือและบทความหลายเรื่อง เช่น
1.The Psychology of Dementia Praecon
2.Psychology of The Unconscious
3.Psychological Types

ลักษณะของบุคลิกภาพที่ไม่พึงประสงค์

1. ประเภทหมกมุ่นอยู่กับตนเอง มักจะท้อแท้ เบื่อหน่าย ผิดหวัง มีความเคียดแค้น พวกนี้เป็นพวกที่ได้รับความผิดหวังในสัมพันธภาพระหว่างตนเองและผู้อื่น
2. ประเภทไม่สุงสิงกับใคร บุคคลประเภทนี้มักรู้สึกว่าทำดีกับใครไม่ขึ้น มักจะมีความน้อยใจ สาเหตุอาจจะเนื่องจากไม่ได้รับความรักในวัยเด็ก จึงพัฒนาความรู้สึกไม่ไว้วางใจผู้อื่นไม่ยึดตอดกับใคร

3. ประเภทต้องพึ่งพาผู้อื่น พวกประเภทนี้มักไม่มีความคิดเป็นของตนเอง คอยแต่ฟังและปฏิบัติตามคำแนะนำของบุคคลอื่น ยึดคนอื่นเป็นที่พึ่ง สาเหตุที่มีบุคลิกภาพแบบนี้อาจจะเป็นเพราะการอบรมเลี้ยงดูในครอบครัวที่พ่อแม่วางอำนาจหรือเผด็จการ

4. ประเภทไม่เป็นมิตนกับใคร คนประเภทนี้มักมีอารมณ์ขุ่นมัว หงุดหงิด อาจมีสาเหตุมาจากบิดามารดาที่เคี่ยวเข็ญมากเกินไป และมักจะไม่พอใจกับผลกระทำของบุตร บุคคลประเภทนี้จะไม่ประสงค์คบหาใคร

5. ประเภทชอบคัดค้าน บุคคลประเภทนี้มักจะชอบค้าน ชอบเรียกร้องความสนใจ สาเหตุอาจเป็นเพราะขณะอยู่ในวัยเด็ก ชอบเรียกร้องความสนใจ เมื่อเจริญเติบโตขึ้นก็ยังคงใช้วิธีค้านถ้ารู้สึกว่าตนเองถูกคุกคาม

6. ประเภทรักร่วมเพศ คนประเภทนี้มักมีการปรับตัวในเรื่องเพศอย่างผิดๆ อาจเป็นเพราะเกิดการได้รับการอบรมเลี้ยงดูที่พ่อแม่ขาดสัมพันธภาพที่ดีกับบุตรธิดา รวมทั้งสัมพันธภาพระหว่างบุคคลในส่วนที่เกี่ยวกับการปฏิบัติตนกับเพศนั้นๆ ไม่เหมาะสม



the-than45.gifthe-than45.gifthe-than45.gif