ทฤษฎีการจูงใจ

ก่อนที่จะศึกษาทฤษฎีการจูงใจเราควรทำความเข้าใจความหมายของคำว่า “ ทฤษฎี ” คำนี้เสียก่อน Winfred F. Hill ให้ความหมายและบทบาทสำคัญของทฤษฎีไว้ดังนี้

1. “ ทฤษฎี ” คือคำอธิบายที่จัดไว้อย่างเป็นหมวดหมู่อย่างมีระเบียบแบบแผนแล้วสำหรับนำไปใช้อธิบายความรู้แขนงใดแขนงหนึ่ง

2. ทฤษฎีย่อมมีบทบาทหรือหน้าที่สำคัญอยู่ 3 ประการคือ

1) ทฤษฎีช่วยให้ค้นพบจุดเริ่มต้นของเรื่องนั้น

2) ทฤษฎีย่อมกำหนดหลักสำคัญทั่วไปเพื่อใช้ในการปฏิบัติ

3) ทฤษฎีย่อมกำหนดกฎอันได้แก่ คำแนะนำในการปฏิบัติเพื่อให้เกิดผลตามที่ตนมีความเชื่อถือเมื่อได้ทราบความหมายคำว่า “ ทฤษฎี ” (Theory) แล้ว เราย่อมศึกษาทฤษฎีการจูงใจได้เข้าใจยิ่งขึ้นทฤษฎีลดแรงขับ (The drive reduction theory)

นักจิตวิทยาพยายามคิดค้นทฤษฎีเพื่ออธิบายเรื่องการจูงใจ มีทฤษฎีที่สำคัญ ๆหลายทฤษฎี ทฤษฎีลดแรงขับเป็นความสัมพันธ์ระหว่างความต้องการ--แรงขับ—สิ่งจูงใจ (The need-drive-incentive theory)

ทฤษฎีการตื่นตัว (Arousal Theory)

ทฤษฎีการตื่นตัว (Affective Arousal Theory) เกิดจากแนวคิดที่ว่าพฤติกรรมของมนุษย์และสัตว์นั้นเป็นการกระทำเพื่อแสวงหาสิ่งที่ให้ความพึงพอใจและพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้เกิดความไม่สบายใจดังนั้นทฤษฎีนี้จึงให้ความสำคัญแค่เรื่องความรู้สึกด้านจิตใจและอารมณ์ (Affective or Emotion) โดยเชื่อว่าอารมณ์เป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะควบคุมพฤติกรรมที่มีการจูงใจ กล่าวคือถ้าพฤติกรรมชนิดใดจะนำมาซึ่งอารมณ์ที่พึงพอใจ แรงจูงใจที่จะทำกิจกรรมนั้นก็ย่อมมากแนวโน้มที่จะแสดงพฤติกรรมนั้นก็เกิดขึ้นเรื่อย ๆ

การตื่นตัวที่กล่าวถึงนี้อาจพิจารณาได้จากภาวะต่าง ๆ ของอินทรีย์ เช่น การเตรียมพร้อมที่จะแสดงอาการตอบสนองการตื่นเต้น ความเครียด หรือความระมัดระวัง เช่น นาย ก. กำลังมีใจจดจ่อและกังวลใจนาย ข. เตรียมพร้อม และนาย ค. กำลังนอนหลับ เราก็จะเห็นว่า นาย ก. มีการตื่นตัวสูงนาย ข. มีการตื่นตัวปานกลาง และ นาย ค. มีการตื่นตัวต่ำ

ภาวะการตื่นตัวที่จะช่วยในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการจำการแก้ปัญหา การเรียนรู้ ฯลฯ นั้น ได้แก่ ภาวการณ์ตื่นตัวในระดับปานกลางระดับการตื่นตัวที่สูง หรือต่ำเกินไปจะไม่ช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร

การนำหลักของทฤษฎีนี้ไปใช้ก็คือการหาวิธีที่จะกระตุ้นหรือจูงใจให้บุคคลตื่นตัวอยู่เสมอ มีความสนใจพร้อมที่จะทำงานพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ หรือพร้อมที่จะแก้ปัญหาถ้ามีตำแหน่งเป็นผู้บริหารงานจะต้องรู้จักใช้สิ่งเร้าที่เหมาะสม มีความหมายมีความแปลกใหม่และใช้สิ่งเร้าที่สอดคล้องกับภาพทางอารมณ์ของบุคคลที่อยู่ในหน่วยงานของตน

ทฤษฎีการกระตุ้น

(Cue-Stimulus Theory Or Nondrive Theory)

ทฤษฎีการกระตุ้นหรือทฤษฎีที่ไม่ใช่แรงขับนี้นักจิตวิทยาบางท่านเรียกว่าทฤษฎีสิ่งเร้า ทฤษฎีนี้ให้ความสำคัญต่อสิ่งเร้ามากกว่าความต้องการภายในร่างกายโดยเชื่อว่าสิ่งเร้า (Stimulus) หรือสิ่งจูงใจ (Incentive) จะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความต้องการขึ้นมา และผลักดันให้เกิดพฤติกรรมจูงใจขึ้นตัวอย่างเช่น เราอาจไม่มีความต้องการหรือยังไม่มีความคิดที่จะไปดูภาพยนตร์แต่มีเพื่อนมาชักชวนทำให้เราอยากไปดูคำชักชวนของเพื่อนเป็นสิ่งเร้าที่มากระตุ้นให้เกิดความต้องการขึ้นและผลักดันให้เกิดพฤติกรรมจูงใจตามมา หรือตัวอย่างเช่นเสียงกริ่งโทรศัพท์ดังขึ้นถี่ ๆ ทำให้เราต้องลุกไปรับโทรศัพท์เสียงกริ่งเป็นสิ่งเร้า ทั้ง ๆ ที่บางครั้งเราไม่ประสงค์จะลุกไปรับด้วยซ้ำไปแต่ก็จำเป็นต้องรับ อาจจะเป็นนิสัยความเคยชิด หรือเป็นเพราะรำคาญเสียงกริ่งก็ได้ทฤษฎีนี้จึงเชื่อว่า พฤติกรรมจูงใจบางอย่างอยู่ภายใต้การควบคุมของสิ่งเร้าดังภาพต่อไปนี้




78338_1.gif