ความหมายของเชาวน์ปัญญา

เชาวน์ปัญญา หรือบางคนเรียกว่า สติปัญญา ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Intelligence เป็นสิ่งที่มีผู้กล่าวกันมาไม่น้อยกว่าสองพันปีแล้ว นักจิตวิทยาได้หันมาทำการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องเชาวน์ปัญญา เมื่อต้นศตวรรษที่ 20 แต่ก็ยังไม่สามารถหาข้อสรุปที่ชัดเจนลงตัวทีเดียวได้ นักจิตวิทยาแต่ละท่านที่ศึกษาเรื่องนี้ต่างก็มีความเห็นแตกต่างกันออกไป พร้อมกับได้ให้ความหมายของเชาวน์ปัญญาไว้หลายแง่มุม ดังนี้

สต๊อดดาร์ด (Stoddard) ได้ให้ความหมายของเชาวน์ปัญญาว่า เป็นความสามารถในการทำกิจกรรมที่มีลักษณะดังนี้

1. มีความยุ่งยาก

2. มีความซับซ้อน

3. เป็นนามธรรม

4. มีคุณค่าทางสังคม

5. อยู่ในชีวิตประจำวัน

6. มีความแปลกใหม่

7. ตัองใช้แรงจูงใจและความอดทนอย่างสูง

ก๊อดดาร์ด (Goddard) ได้ให้ควาหมายของเชาวน์ปัญญาที่คล้ายคลึงกับแนวคิดของสต๊อดดาร์ด ดังนี้ เชาวน์ปัญญา หมายถึงความสามารถในการทำกิจกรรมต่าง ๆที่

1. ยาก

2. ซับซ้อน

3. เป็นนามธรรม

4. ประหยัดทางเศรษฐกิจ

5. มีการปรับปรุงให้บรรลุเป้าหมาย

6. ให้คุณค่าทางสังคม

7. มีการกระทำโดยคิดขึ้นเอง และสามารถรักษากิจกรรมนั้นได้ โดยใช้สมาธิ ความอดทน และความตั้งใจ

เทอร์แมน (Terman) กล่าวว่า เชาวน์ปัญญาหมายถึงความสามารถในการคิดแบบนามธรรมของแต่ละบุคคลได้ดีและรวดเร็ว

บิเนท์ ( Binet) ได้ให้ความหมายของเชาวน์ปัญญาไว้ว่า " เชาวน์ปัญญา " เป็นแนวโน้มในการใช้ความสามารถเพื่อให้เข้าใจสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ตามลักษณะเฉพาะของสิ่งนั้น ๆ แล้วนำความรู้ความเข้าใจที่ได้รับมาไปดัดแปลงและปรับปรุงเพื่อใช้เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาให้บรรลุผลตามวัตถุประสงค์ในโอกาสต่อไป

ประวัติความเป็นมาของการวัดเชาวน์ปัญญา

การทดลองที่ทำอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างบุคคลหรือเชาวน์ปัญญานั้น มีตั้งแต่ ค ค. ศ .1796 โดยนักดาราศาสตร์ที่เมืองกรีนวิซ ( Greenwich ) พบความแตกต่างด้านความเร็วในการตอบสนองต่อสิ่งเร้าทางสายตาของมนุษย์

อีกหลายสิบปีต่อมาคือในราว ค . ศ . 1838 นายแพทย์ชาวฝรั่งเศสชื่อ Esquirol ได้ใช้เครื่องมือวัดหลายอย่างซึ่งรวมไปถึงเครื่องมือวัดทางจิตวิทยาด้วย ทั้งนี้เพื่อดูความแตกต่างของความเป็นปัญญาอ่อนในมนุษย์ (จำแนกระดับความเสื่อมของสมอง) Esquirol พบว่า การใช้ภาษา (Language usage) เป็นตัวชี้บ่งที่สำคัญที่สุดในการบอกระดับของเชาวน์ปัญญา กระทั่งครึ่งศตวรรษต่อมา จึงพบว่าความสามารถในการใช้ภาษาเป็นสิ่งสำคัญในการวัดเชาวน์ปัญญาของมนุษย์จริง

นักชีวิวทยาชาวอังกฤษ Sir Francis Galton เชื่อว่า ความฉลาดและบุคลิกภาพของมนุษย์เป็นเรื่องของพันธุกรรม เขาพยายามสร้างเครื่องมืดวัดความฉลาดหรือระดับเชาวน์ปัญญาของบุคคลขึ้น เพื่อสนับสนุนงานวิจัยด้านพันธุกรรมของมนุษย์ที่เขาสนใจ เกลตันได้ทำการวัดลักษณะของบุคคล ทั้งที่กี่ยวดองเป็นญาติและไม่เกี่ยวดองเป็นญาติ ทั้งนี้เพื่อดูความคล้ายคลึงและความแตกต่างกันระหว่างพ่อแม่กับลูก พี่กับน้อง ญาติลูกพี่ลูกน้อง และคู่ฝาแฝด เป็นต้น

เกลตันได้ตั้งห้องปฏิบัติการด้านมนุษย์มิติ (Antropometric Laboratory) ขึ้น เพื่อศึกษาอย่างมีระบบถึงขนาดส่วนต่างๆในร่างกายของคน โดยใช้นักศึกษาในมหาวิทยาลัยเป็นกลุ่มตัวอย่าง และวัดลักษณะประจำตัวทางกายภาพ ทดสอบสายตา หู และความแตกต่างทางจิตวิทยาด้วย

ในระหว่างปี ค . ศ .1890 – 1896 James Mckeen Cattell ได้นำหลักสถิติของเกลตันไปใ ช ้ในสหรัฐอเมริกา เพื่อศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเชาวน์ปัญญาของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย

แคทเทล ได้ทดสอบเชาวน์ปัญญาหรือความฉลาดของนักศึกษา โดยวัดความสามารถทางประสาทในด้านต่าง ๆเช่น ช่วงเวลา

ที่บุคคลมีปฏิกิริยาโต้ตอบ เวลาที่ใช้ในการตัดสินใจ ความสามารถในการฟังเสียง สูง – ต่ำ การพิจารณาความหนักของสิ่งของโดยไม่ต้องชั่ง ความสามารถในการจำอักษรได้ เป็นต้น





48541_1.gif